
ปีนี้กรุงเทพฯ อากาศหนาวนานจัง พอได้สัมผัสอากาศเย็นแบบนี้ทำให้ฉันนึกถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่คงอยู่ในความ
ทรงจำของฉันเสมอ “ปางอุ๋ง” สถานที่เที่ยวที่ติดอันดับต้นๆ ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไม่น่าเชื่อเลยว่าบนพื้นที่สูงเสียดฟ้าแห่งนั้น มีสวรรค์สำหรับนักเดินทางซ่อนอยู่ และหากใครที่ได้มาเยือนล้วนแล้วจะหลงเสน่ห์สถานที่แห่งนี้เช่นฉัน ฉัน จำได้ว่า จุดเริ่มต้นของการเดินทางในครั้งนั้นมาจากอีเมล์ฉบับหนึ่งที่เขียนเล่า เรื่องราวของปางอุ๋งได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งจากอีเมล์ฉบับนี้นี่เองทริปการเดินทางสู่ปางอุ๋งของเราจึงเริ่มต้นขึ้น พวกเราเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่เส้นทางสายเหนือเพื่อไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอน จุดหมายแรกของพวกเราในทริปนี้คือปางอุ๋ง หากดูจากแผนที่แล้วมือใหม่ส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดว่า หมู่บ้านปางอุ๋ง คือปางอุ๋ง ซึ่งพวกเราก็คือหนึ่งในนั้น ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนแผนการเดินทางกันใหม่ ทำให้พวกเราได้แวะเที่ยวออบหลวงเป็นอันดับแรก 
ออบหลวงเป็นธรณีสัญฐานที่แปลกตาเป็นสถาปัตยกรรมธรรมชาติที่หาดูได้ยากและมี หนึ่งเดียวในประเทศไทย ออบหลวงคือชื่อเฉพาะที่ใช้เรียกช่องเขาขาดเป็นหน้าผาหินขนาดใหญ่และเป็นช่วง แคบที่สุดของแม่น้ำแม่แจ่ม (กว้างประมาณ 2 เมตร) ที่ไหลผ่านช่องเขา ช่องแคบยาวประมาณ 300 เมตร ก้นหุบเหวลึกประมาณ 50 เมตรจากระดับถนน สถานที่แห่งนี้สำหรับพวกเราถือว่าอยู่นอกแผนการเดินทาง แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่คุ้มค่า เพราะเมื่อได้มาเห็นกับตาตัวเอง ออบหลวงแห่งนี้มีความงดงามที่ก่อเกิดจากธรรมชาติโดยแท้ หากใครได้มาแวะเที่ยวที่นี่คงต้องใช้เวลากันสักพักใหญ่เลยล่ะ ซึ่งกว่าพวกเราจะอำลาออบหลวงได้ก็ใช้เวลาเกือบสามชั่วโมง แต่ละคนก็หามุมถ่ายรูปกันยกใหญ่ และด้วยความที่เป็นนักเดินทางมือใหม่ใจก็ห่วงกลัวไปถึงปางอุ๋งดึก จึงต้องตัดใจทำเวลาเพื่อไปต่อยังจุดหมายต่อไป นั่นก็คือ สวนสนบ่อแก้ว



"สวนสนบ่อแก้ว"ตั้งอยู่ที่สถานีวนวัฒนวิจัยบ่อแก้ว ห่างจากออบหลวงมาไม่ไกลนัก จำได้ว่าที่แห่งนี้เคยเห็นอยู่ในบล็อกของนักเดินทางกลุ่มหนึ่ง ซึ่งถ่ายรูปมากันสวยมาก ดังนั้นพวกเราก็ไม่พลาดเช่นกัน แวะถ่ายรูปกันที่สวนสนบ่อแก้วกันสักพักใหญ่ เรียกว่าเก็บภาพต้นสนแถวนั้นกันแทบทุกมุมเชียวล่ะ จากนั้นเนวิเกเตอร์ของพวกเราก็เร่งให้ขึ้นรถเป็นการด่วน เพราะต้องทำเวลาเพื่อขึ้นไปปางอุ๋งให้ทันก่อนมืด จากสวนสนบ่อแก้วเราต้องขับรถไปต่อที่อำเภอขุนยวมก่อน จากนั้นจึงเข้าตัวเมืองแม่ฮ่องสอน พวกเรามาถึงตัวเมืองแม่ฮ่องสอนราวๆ หนึ่งทุ่ม ไม่น่าเชื่อว่าเวลาหนึ่งทุ่มที่นี่ผู้คนบางตามาก หากขับต่อไปต้องไม่มีร้านอาหารแน่ๆ พวกเราจึงแวะทานอาหารที่ร้านข้าวต้มเจ๊ไข่ ซึ่งก็ไม่ทำให้นักเดินทางผู้หิวโหยอย่างเราผิดหวังเลยล่ะ กับข้าวอร่อยมากโดยเฉพาะต้มยำปลาแม่น้ำปาย และเมื่อท้องอิ่มกองทัพก็พร้อมจะเดินหน้าต่อเพราะยังไงมากันแล้ว คืนนี้เราต้องนอนนปางอุ๋งให้ได้ พวกเราขับรถตามเส้นทางขึ้นมาเรื่อยๆ ตามทางหลวงหมายเลข 1095 เลี้ยวซ้ายตรงทางแยกภูโคลน ขับรถต่อไปเรื่อยๆ จนไปถึงบ้านนาป่าแปก ขณะที่พวกเราขับรถขึ้นปางอุ๋งนั้นก็สามทุ่มแล้วล่ะ สองข้างทางไร้ซึ่งผู้คน ป้ายบอกทางแต่ละจุดก็ซ่อนเร้นเหมือนกับว่าเรามาแข่งแรลลี่ยังไงยังงั้นเลย ล่ะ โดยเฉพาะที่สำคัญที่สุดคือป้ายโครงการพระราชดำริปาตอง 2 แทบจะหาป้ายไม่เจอกันเลยทีเดียว แต่จนแล้วจนรอดพวกเราก็มาถึงทางเข้าบ้านรักไทยราวๆ สี่ทุ่มเห็นจะได้ ทางเข้าก็ช่างวังเวงเสียเหลือเกิน โชคดีที่เห็นรถตู้จอดอยู่จึงเข้าไปถามที่กางเต็นท์ จากนั้นพวกเราก็ขับรถไปตามทางซึ่งแคบมาก ไปจอดที่หน้าวัดแห่งหนึ่งซึ่งบรรยากาศเงียบสงัด อยู่ๆ หลวงพ่อก็เดินออกมาจากความมืด เล่นเอาตกใจแทบแย่ ก็เลยสอบถามเรื่องที่กางเต็นท์ท่านบอกให้กางตรงนี้แหละ เราก็นึกในใจไม่ไหวมั้งหน้าวัดเนี่ยนะ วังเวงไปไหมล่ะเพื่อนๆ ไปหาที่อื่นดีกว่าไหม พวกเราจึงขับรถไปต่อจนมาเจอบ้านรักไทย

พวกเราลงจากรถมาสอบถามเรื่องที่พัก ปรากฏว่าบ้านพักเต็มแล้วเหลือแต่เต็นท์ พวกเราทุกคนก็ตกลงใจนอนเต็นท์กันทันทีทันใด เพราะอากาศหนาวขนาดนี้คงไม่กางเต็นท์เองแล้วล่ะ ค่าเช่าเต็นท์ก็ไม่ได้แพงอะไรมากนักด้วย ราคา 200 บาท หากใครอยากนอนสบายที่นี่ก็มีห้องพักด้วยเช่นกัน ราคาก็ไม่แพงด้วยนะคืนละ 500 บาท แต่ต้องจองมาก่อนล่วงหน้าเท่านั้นเอง สำหรับพวกเราคืนนี้ก็ต้องนอนเต็นท์ไปตามระเบียบเพราะไม่ได้วางแผนจองห้องพัก มาล่วงหน้า คืนนี้ที่ปางอุ๋งอุณหภูมิ 10 องศา ก็หนาวเอาเรื่องเลยล่ะ ปกติเวลามาเที่ยวแบบนี้ต้องนั่งกินอะไรกันหน้าเต็นท์ แต่สำหรับที่นี่คงไม่ได้เพราะอากาศหนาวมากต้องเปลี่ยนมาหาอะไรกินเล่นกันใน เต็นท์ นั่งเล่นกันได้สักพักก็เริ่มชักไม่ไหวต่างคนต่างแยกย้ายไปนอน เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นมาชมความงามของปางอุ๋งกันแต่เช้า



เช้าวันใหม่เสียงปลุก “ตื่นเร็วหกโมงแล้ว” ดังขึ้นก้องหู ให้ตายเถอะเช้าแล้วเหรอเนี่ย พวกเราทุกคนต่างก็ลุกขึ้นอย่างฉับไว เพราะหากนอนตื่นสายก็จะไม่เห็นหมอกยามเช้า ความงามที่สุดจะบรรยายของปางอุ๋ง ซึ่งก็ไม่ผิดหวังดังคำเล่าลือ หมอกยามเช้าที่นี่หนามาก บริเวณโดยรอบมีหมอกขาวปลกคลุมไปทั่วอุ๋ง คำว่า “อุ๋ง” สำหรับที่นี่แปลว่าแอ่งน้ำ ไม่น่าเชื่อเลยว่าที่นี่จะสวยได้ขนาดนี้ บรรยากาศยามเช้าท่ามกลางสายหมอกและขุนเขา สายหน่อยแสงแดดก็สาดส่องกระทบผืนน้ำ ท่ามกลางสายหมอกที่เริ่มเลือนราง ปางอุ๋งแห่งนี้ก็ยังคงงดงามมีมนต์เสน่ห์ให้ผู้คนที่มาเยือนจดจำมิเสื่อมคลาย เสียงชัดเตอร์กดกันระรั่ว ราวกับว่าไม่อยากให้เวลามาแย่งความงดงามในเบื้องหน้านี้ให้จากไป พวกเราก็เช่นกันเดินถ่ายรูปกับจนสิ้นสายหมอก



จากนั้นก็ต้องถึงเวลาอำลาปางอุ๋งแล้วล่ะ ถึงแม้ที่นี่จะหนาวเหน็บสักเพียงไหน ผู้คนต่างก็หลั่งไหลเดินทางมาค้นหาและสัมผัสดินแดนราวกับสวรรค์แห่งนี้ ซึ่งคนที่นี่เค้าก็เพียงได้แต่หวังว่า “ผู้ที่มาเยือนจะฝากไว้แค่เพียงรอยเท้า มิใช่ขยะแห่งความเจริญ” ซึ่งหากเราไม่ช่วยกันตั้งแต่วันนี้ ต่อไปวันข้างหน้าสถานที่แห่งนี้อาจจะกลายเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานถึงความงด งามในความทรงจำของคนรุ่นเราเท่านั้น...

